บุคคลสำคัญของชาติ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
บุคคลสำคัญของชาติไทย
วันสำคัญของชาติ
30 วันสำคัญของชาติที่เยาวชนไทยควรรู้
ในแต่ละปี ประเทศไทยเราจะมีวันสำคัญของชาติหลายวันด้วยกัน ทั้งที่เป็นวันสำคัญเกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวันสำคัญทางประเพณี ซึ่งในจำนวนวันเหล่านี้ รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นหยุดราชการ 16 วันด้วยกัน เช่น วันขึ้นปีใหม่, วันมาฆบูชา, วันจักรี, วันสงกรานต์ และวันฉัตรมงคล เป็นต้น
วันสำคัญ หมายถึง วันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีต และเพื่อเป็นการระลึกถึงความสำคัญของวันนั้นๆ รัฐ /ชุมชน หรือหน่วยงาน จึงได้จัดให้มีพิธีการหรือกิจกรรมต่างๆ ขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชน หรือคนในสังคมได้ตระหนัก และระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันนั้น ด้วยความภาคภูมิใจ หรือเพื่อเป็นแบบอย่าง ในการประพฤติปฏิบัติที่ดีงามสืบทอดต่อกันมา ซึ่งวันสำคัญนี้ จะมีหลายระดับ เช่น ระดับบุคคล ได้แก่ วันเกิด วันแต่งงาน ระดับหน่วยงาน ได้แก่ วันสถาปนาของหน่วยงานนั้นๆ ระดับชาติ ได้แก่ วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันวิสาขบูชา และวันภาษาไทยแห่งชาติ เป็นต้น และเพื่อให้เยาวชนของเราได้รู้จักวันสำคัญของไทย กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอสรุปวันสำคัญๆ ที่ควรรู้จักในรอบปีให้ทราบดังนี้
วันสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์ไทย
1. วันยุทธหัตถี ตรงกับวันที่ 18 มกราคม เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 ยุทหัตถี หมายถึง การต่อสู้ด้วยอาวุธบนหลังช้าง เป็นการรบอย่างกษัตริย์สมัยโบราณ ถือป็นยอดยุทธวิธีของนักรบ เพราะเป็นการต่อสู้อย่างตัวต่อตัว กษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีชนะจะได้รับการยกย่องว่า มีพระเกียรติยศสูงสุด และแม้แต่ผู้แพ้ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นนักรบแท้เช่นกัน
2. วันศิลปินแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นวันประกาศยกย่อง และเชิดชูเกียรติศิลปินชั้นครูของไทย ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” โดยยึดถือเอาวันคล้ายวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 2 “พระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ผู้ทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญในศิลปะทุกแขนงอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง เป็น “วันศิลปินแห่งชาติ” ปัจจุบันมีศิลปินแห่งชาติ (ถึงปี พ.ศ. 2548) จำนวน 172 คน
3. วันพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม เป็นระลึกถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 3 ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการทำนุบำรุงบ้านเมือง ทั้งในด้านการศาสนา การศึกษาและอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง ในสมัยของพระองค์ ได้ทรงเก็บเงินบางส่วนใส่ “ถุงแดง” เอาไว้ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงนำมาใช้เป็นค่าปรับในกรณีพิพาท กับประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ.112 ช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมือง และสงครามระหว่างประเทศไปได้
4. วันจักรี ตรงกับวันที่ 6 เมษายน หมายถึง วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระปฐมบรมราชวงศ์จักรี เสด็จกรีฑาทัพถึงพระนคร และทรงรับอัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ดำรงราชอาณาจักรสยามประเทศเป็นวันแรก ตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 1 ต้องทรงออกศึกใหญ่ เพื่อกอบกู้อิสรภาพถึง 11 ครั้งโดยทรงเป็นแม่ทัพถึง 10 ครั้ง และทรงร่วมกับพระเจ้ากรุงธนบุรี 1 ครั้ง และเมื่อทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังต้องออกศึกเพื่อปกป้องอิสรภาพของชาติไทยอีกถึง 7 ครั้ง นับว่าพระองค์ทรงเป็นพระกษัตริย์ยอดนักรบที่ยิ่งใหญ่ และเก่งกล้าสามารถยิ่ง
5. วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม คือวันรำลึกถึงวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 และทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” (ซึ่งในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบต่อจากพระบรมเชษฐาธิราชรัชกาลที่ 8 นั้น ยังไม่ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษก เนื่องจากต้องเสด็จกลับไปศึกษาต่อ)
6. วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง อันเป็นปรากฏการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณทำนายไว้ก่อนล่วงหน้าถึง 2 ปีอย่างแม่นยำ และได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรที่ ตำบลหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ในวันดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ. 2411
7. วันเยาวชนแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 20 กันยายน ด้วยถือว่าวันนี้เป็นวันที่เป็นสิริมงคลยิ่ง เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ นอกจากจะทรงครองราชย์สมบัติตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว ยังทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง สมควรที่เยาวชนไทยจะเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท
7. วันเยาวชนแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 20 กันยายน ด้วยถือว่าวันนี้เป็นวันที่เป็นสิริมงคลยิ่ง เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ นอกจากจะทรงครองราชย์สมบัติตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว ยังทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง สมควรที่เยาวชนไทยจะเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท
8. วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง ของปวงชนชาวไทย พระราชกรณียกิจของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นการเลิกทาส การพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดิน การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสาธารณูปการ การเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ฯลฯ ล้วนเป็นพื้นฐานแห่งความเจริญสืบต่อมาจนปัจจุบัน
9. วันวชิราวุธ ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” เพราะทรงเป็นปราชญ์ทางอักษรศาสตร์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ที่ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมประเภทต่างๆ เป็นจำนวนมาก เท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบันมีถึง 1,236 เรื่อง นอกจากนั้น ยังทรงบัญญัติศัพท์ และทรงตั้งนามสกุลพระราชทาน ซึ่งได้รวบรวมไว้ขณะนี้ เป็นจำนวนประมาณ 6,432 นามสกุล
10. วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงกับ วันที่ 5 ธันวาคม วันนี้ถือเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” และ “วันชาติไทย” ด้วย ตลอดระยะเวลายาวนานร่วม 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัย และพระสติปัญญาของพระองค์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันยังประโยชน์สุขให้แก่ราษฎรของพระองค์มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจที่มีอยู่มากมาย นับไม่ถ้วนนับพันโครงการ ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีพิเศษ ด้วยว่าจะเป็นวันที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมาว่า “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550”
11.วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เป็นฉบับแรกให้แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อปี พ.ศ. 2475 ภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจนปี พ.ศ. 2549 ไทยเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 16 ฉบับ (และอยู่ระหว่างการเตรียมร่างฉบับใหม่ หลังการปฏิรูปการปกครองฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549)
12. วันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมือนเหมือนอีกด้วย
วันสำคัญหลักๆทางศาสนา ในปี 2550 นี้ จะประกอบด้วย
13. วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 หรือวันที่ 3 มีนาคม 2550 เป็นวันที่พระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้จำนวน 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ปัจจุบันเราถือว่าวันนี้เป็น “วันแห่งความรักทางพุทธศาสนา” ทั้งนี้ เนื่องจากวันดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์พิเศษที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” ขึ้น และเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประกาศหลักการ และอุดมการณ์แห่งพุทธศาสนา อันมีเนื้อหาหลัก ว่าด้วยการส่งเสริมให้มวลมนุษย์ตั้งมั่นในการทำความดี ละความชั่ว ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ทรงสอนให้ทุกคนมีความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นรักที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะสอนให้รู้จักรัก และเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำพระธรรมคำสั่งสอนดังกล่าวไปเผยแพร่
13. วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 หรือวันที่ 3 มีนาคม 2550 เป็นวันที่พระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้จำนวน 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ปัจจุบันเราถือว่าวันนี้เป็น “วันแห่งความรักทางพุทธศาสนา” ทั้งนี้ เนื่องจากวันดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์พิเศษที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” ขึ้น และเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประกาศหลักการ และอุดมการณ์แห่งพุทธศาสนา อันมีเนื้อหาหลัก ว่าด้วยการส่งเสริมให้มวลมนุษย์ตั้งมั่นในการทำความดี ละความชั่ว ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ทรงสอนให้ทุกคนมีความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นรักที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะสอนให้รู้จักรัก และเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำพระธรรมคำสั่งสอนดังกล่าวไปเผยแพร่
14. วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 (ปีนี้เป็นปีอธิกมาสจึงเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7) ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสิ่งที่สำคัญยิ่ง ในการบังเกิดพระพุทธเจ้าในโลกก็คือ “ธรรมะ” ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ อันเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ทรงเปรียบเสมือนบรมครูผู้มาสอน มาชี้แนะแก่มวลมนุษย์ มิฉะนั้นคนเราก็คงไม่รู้จักหนทางแห่งการปฏิบัติธรรม เพื่อล่วงพ้นความทุกข์เป็นแน่แท้ และวันวิสาขบูชา นี้องค์การสหประชาชาติได้มีมติรับรองให้ เป็นวันสำคัญสากล เมื่อปี พ.ศ.2542
15. วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 หรือวันที่ 29 กรกฎาคม 2550 เป็นวันที่มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครบเป็นองค์รัตนตรัยครั้งแรกในโลก ซึ่งพระสงฆ์องค์แรกคือพระอัญญาโกณฑัญญะ และปฐมเทศนาที่ทรงแสดงคือ ธรรมจักกัปวัตนสูตรหมายถึง พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป นั่นคือ ธรรมะของพระพุทธองค์เหมือนวงล้อธรรมที่ได้เริ่มเคลื่อนแล้วจากจุดเริ่มต้นในวันนี้
16. วันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ 30 กรกฎาคม 2550 เป็นวันเริ่มต้นที่พระภิกษุสงฆ์ จะต้องอธิษฐานจำพรรษาอยู่กับที่ ไม่เที่ยวจาริกไปยังที่ต่างๆ เป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี (30ก.ค.-26 ต.ค.) ซึ่งการให้จำพรรษาในสมัยพุทธกาล ก็เพื่อป้องกันมิให้พระสงฆ์ไปเหยียบย่ำข้าว และพืชผลของชาวบ้านเสียหาย ต่อมาถือเป็นโอกาสดีที่พระภิกษุ จะได้มาอยู่ร่วมกันเพื่อศึกษาธรรมะ ส่วนชาวบ้านก็ได้เข้าวัดถวายทาน รักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนา เพื่อเพิ่มพูนบุญกุศลโดยมีพระภิกษุเป็นแบบอย่าง ครั้นต่อมาจึงเกิดประเพณีนิยมบวช 3 เดือน ขณะเดียวกันก็มีพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งนิยม ถือเอาวันเข้าพรรษาเป็นวันเริ่มต้นที่จะอธิฐานจิตลด ละ ความชั่วทั้งหลาย และทำความดีเพิ่มขึ้น สำหรับประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับวันนี้คือ การถวายผ้าอาบน้ำฝนและการแห่/ถวายเทียนพรรษา
17. วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 หรือวันที่ 26 ตุลาคม 2550 เป็นวันที่พระภิกษุพ้นข้อกำหนดทางวินัยที่จะอยู่จำพรรษา นับตั้งแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นมา และสามารถจาริกไปค้างแรมที่อื่นได้ ซึ่งจะมีประเพณีที่เกี่ยวข้อง คือ การตักบาตรเทโวโรหนะ คือวันถัดจากวันออกพรรษา 1 วัน (27 ต.ค.50) ซึ่งพุทธศาสนิกชน มักจะตักบาตรในวันนี้ ด้วยนิยมว่าเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเสด็จไปโปรดพุทธมารดาอยู่ 3 เดือน และถัดจากออกพรรษา 1 เดือนถือเป็นเทศกาลกฐิน ที่จะทำบุญถวายผ้ากฐินตามวัดต่างๆ
วันสำคัญอื่นๆ ของชาติและวันสำคัญทางประเพณี
18. วันขึ้นปีใหม่ ก่อนที่ไทยเราจะมีวันปีใหม่แบบสากลเช่นปัจจุบัน เราได้มีการเปลี่ยนแปลงปีใหม่มาแล้วถึง 3 ระยะ คือ เริ่มแรกถือวันแรม 1 ค่ำเดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ ระยะที่สอง เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 คือราวช่วงสงกรานต์ โดยใช้ปีนักษัตร และการเปลี่ยนจุลศักราชเป็นเกณฑ์ ระยะที่สาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายนอันเป็นนับวันทางสุริยคติ ซึ่งได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2432 ระยะที่สี่ คือในปี พ.ศ. 2483 รัฐบาลได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไทย ให้เป็นไปตามแบบสากลนิยม คือวันที่ 1 มกราคม โดยมีเหตุผลว่าวันดังกล่าวกำหนดขึ้น โดยการคำนวณด้วยวิทยาการทางดาราศาสตร์ และเป็นที่นิยมใช้กันมากว่าสองพันปี อีกทั้งไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนา หรือการเมืองของชาติใด แต่สอดคล้องกับจารีตประเพณีของไทยแต่โบราณที่ใช้ฤดูหนาวเป็นต้นปี
18. วันขึ้นปีใหม่ ก่อนที่ไทยเราจะมีวันปีใหม่แบบสากลเช่นปัจจุบัน เราได้มีการเปลี่ยนแปลงปีใหม่มาแล้วถึง 3 ระยะ คือ เริ่มแรกถือวันแรม 1 ค่ำเดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ ระยะที่สอง เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 คือราวช่วงสงกรานต์ โดยใช้ปีนักษัตร และการเปลี่ยนจุลศักราชเป็นเกณฑ์ ระยะที่สาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายนอันเป็นนับวันทางสุริยคติ ซึ่งได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2432 ระยะที่สี่ คือในปี พ.ศ. 2483 รัฐบาลได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไทย ให้เป็นไปตามแบบสากลนิยม คือวันที่ 1 มกราคม โดยมีเหตุผลว่าวันดังกล่าวกำหนดขึ้น โดยการคำนวณด้วยวิทยาการทางดาราศาสตร์ และเป็นที่นิยมใช้กันมากว่าสองพันปี อีกทั้งไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนา หรือการเมืองของชาติใด แต่สอดคล้องกับจารีตประเพณีของไทยแต่โบราณที่ใช้ฤดูหนาวเป็นต้นปี
19. วันเด็กแห่งชาติ ปีนี้ตรงกับวันที่ 13 มกราคม จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เด็ก ได้ตระะหนักถึงความสำคัญของตน และขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ประชาชน และสังคมเห็นความสำคัญของเด็กที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญที่ควรได้รับการดูแล เอาใจใส่
20. วันครู ตรงกับวันที่ 16 มกราคม จัดขึ้นเพื่อให้สังคมได้ระลึกถึงความสำคัญของ “ครู” ในฐานะผู้เสียสละและประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน โดยเฉพาะช่วยสร้างบุคลากรที่เป็นอนาคตของชาติ
21. วันอนุรักษ์มรดกไทย ตรงกับวันที่ 2 เมษายน อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรในด้านอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่างๆ ทรงได้รับการถวายพระสมัญญาเป็น “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” และ “วิศิษฏศิลปิน” อันหมายถึง ผู้เป็นเลิศในทางศิลปะ ทรงเป็นเมธีทางวัฒนธรรม และทรงมีคุณูปการต่องานศิลปะวัฒนธรรม
22. วันสงกรานต์ เป็นปีใหม่แบบเดิมของไทย ที่นับวันที่พระอาทิตย์ย่างเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันเริ่มต้นปี โดยเรียกวันที่ 13 เมษายน เป็น “วันมหาสงกรานต์” และถือเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ด้วย ส่วนวันที่ 14 เมษายน เรียก “วันเนา” และถือเป็น “วันครอบครัว” ส่วนวันที่ 15 เมษายนเรียกว่า “วันเถลิงศก”หรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่ ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อ มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย หัตถ์ขวาทรงจักร หัตถ์ซ้ายทรงตรีศูรย์ เสด็จนั่งมาเหนือหลังนกยูง
23. วันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในปี 2553 ตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม นอกจากจะเป็นพระราชพิธีโบราณเก่าแก่ ที่จะทำเพื่อเป็นการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่การเกษตรกรรมแล้ว วันดังกล่าวยังถือเป็น “วันเกษตรกร” อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตร ได้ระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร โดยเฉพาะประชาชนทั่วไปจะได้ระลึกถึงความสำคัญของข้าว และธัญญพืชที่มีคุณเอนกอนันต์ ในการหล่อเลี้ยงชีวิตให้เติบโตสมบูรณ์ทั้งกายใจ และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อพึงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจ อันเป็นแบบอย่างทางด้านเกษตรกรรมแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจมั่นในการประกอบอาชีพ และเป็นเหตุของความตั้งมั่นความเจริญไพบูลย์ของประเทศมาโดยตลอด
24. วันสุนทรภู่ ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และมีผลงานประพันธ์มากมาย เฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี วรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน ก็มีความยาวถึง 12,706 บท ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่บทประพันธ์เรื่องอีเลียต (Iliad)) และโอเดดซี (Odyssey)ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง 12,500 บทเท่านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก
25. วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันคล้ายวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาเสด็จฯ ไปทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาไทย ของชุมนุมภาษาไทยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับปัญหาการใช้คำไทย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ความสนพระราชหฤทัย และความห่วงใยในภาษาไทย ของพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก
26. วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ “วันแม่แห่งชาติ” ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถผู้ทรงเปรียบประดุจ “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่ทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎรดังลูกๆของพระองค์ และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อปวงชนชาวไทยเคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านศิลปาชีพ และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของไทย
27. วันพิพิธภัณฑ์ไทย ตรงกับวันที่ 19 กันยายน เป็นวันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงให้กำเนิด “พิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชน” ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือ “หอคองคอเดีย” ในพระบรมมหาราชวัง
28. วันมหิดล ตรงกับวันที่ 24 กันยายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ผู้ทรงมีคุณูปการต่อการแพทย์สมัยใหม่ จนได้รับการเฉลิมพระเกียรติว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน”
29. วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 หรือวันที่ 24 พฤศจิกายน 2550 เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น ลอยเคราะห์ บูชาพระพุทธเจ้า แต่ปัจจุบันนิยมทำ เพื่อขอขมาและระลึกถึงคุณแม่พระคงคา ที่ได้อำนวยประโยชน์ต่างๆ แก่มนุษย์
30. วันกีฬาแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 16 ธันวาคม เป็นวันระลึกถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชนะเลิศได้รับเหรียญทองในการแข่งขันเรือใบประเภทโอ.เค.ในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2510 และเพื่อให้ประชาชน เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของกีฬา ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ
ทั้งหมดคือวันสำคัญของไทยในรอบปีหนึ่งๆ ที่แม้จะมิใช่วันหยุดราชการทั้งหมด แต่ก็เป็นวันสำคัญของชาติที่เยาวชนไทยควรได้ทราบเพื่อเป็นความรู้ต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
อัพเดทโดย : ศศิวิมล
การเจริญเติบโตของพืช
การเจริญเติบโตของพืชเริ่มมาจากเมล็ด ซึ่งประกอบด้วย เปลือกหุ้มเมล็ด
เอ็มบริโอ และแหล่งเก็บอาหาร ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเรียกว่าเอนโดเสปริม์ สำหรับ
ในพืชใบเลี้ยงคู่เรียกว่า ใบเลี้ยง
ภาพแสดง ส่วนประกอบของเมล็ดของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่
ต้นอ่อน (เอ็มบริโอ)ของไม้ดอกบางชนิดสร้าง
ใบเลี้ยง 2 ใบ ขณะเจริญ เราเรียกพืชพวกนี้ว่าพืช
ใบเลี้ยงคู่ เช่นถั่วลิสง ส่วนพืชที่มีใบเลี้ยงเพียง
ใบเดียวเรียกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ต้นหญ้า
ต้นหอม ต้นพลับพลึง
ภาพแสดง ใบเลี้ยง
ถึงแม้ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์
ขยายพันธุ์พืชได้มากขึ้น และรวดเร็วกว่าแต่ก่อน อย่างไรก็ตาม การขยายพันธุ์
โดยการใช้เมล็ดยังคงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อพืชหลายชนิดที่ขึ้นอยู่ตาม
ธรรมชาติ ซึ่งเมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นพืชและเจริญเติบโต จนกระทั่งสามารถ
สืบพันธุ์ สร้างเป็นเมล็ดใหม่ได้ต่อไป ดังภาพแสดงการเจริญเติบโตของต้นถั่ว
เอ็มบริโอ และแหล่งเก็บอาหาร ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเรียกว่าเอนโดเสปริม์ สำหรับ
ในพืชใบเลี้ยงคู่เรียกว่า ใบเลี้ยง
ภาพแสดง ส่วนประกอบของเมล็ดของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่
ต้นอ่อน (เอ็มบริโอ)ของไม้ดอกบางชนิดสร้าง
ใบเลี้ยง 2 ใบ ขณะเจริญ เราเรียกพืชพวกนี้ว่าพืช
ใบเลี้ยงคู่ เช่นถั่วลิสง ส่วนพืชที่มีใบเลี้ยงเพียง
ใบเดียวเรียกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ต้นหญ้า
ต้นหอม ต้นพลับพลึง
ภาพแสดง ใบเลี้ยง
ถึงแม้ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์
ขยายพันธุ์พืชได้มากขึ้น และรวดเร็วกว่าแต่ก่อน อย่างไรก็ตาม การขยายพันธุ์
โดยการใช้เมล็ดยังคงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อพืชหลายชนิดที่ขึ้นอยู่ตาม
ธรรมชาติ ซึ่งเมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นพืชและเจริญเติบโต จนกระทั่งสามารถ
สืบพันธุ์ สร้างเป็นเมล็ดใหม่ได้ต่อไป ดังภาพแสดงการเจริญเติบโตของต้นถั่ว
ภาพแสดง การเจริญเติบโตของต้นถั่ว

พืชแต่ละชนิดมีแบบแผนของการเจริญเติบโตคล้ายกัน เพื่อนๆสามารถศึกษาข้อมูล การเจริญเติบโต ของ
ต้นถั่วเขียวได้จากตารางต่อไปนี้
ตาราง แสดงการเจริญเติบโตของต้นถั่วเขียวโดยวัดความสูงของต้นเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์
กุ๊กไก่ขอให้เพื่อนๆ ปฏิบัติกิจกรรม
ต่อไปนี้กับข้อมูลในตารางแล้วนำส่งคุณครูนะคะ
1. นำข้อมูลของต้นถั่วจากตารางไปเขียนกราฟเส้น แล้วอธิบาย
ลักษณะการเจริญเติบโตของ ต้นถั่วจากกราฟและจงคาด
คะเนแนวโน้มของการเจริญเติบโตในระยะต่อไป
2. นอกจากการวัดความสูงของลำต้นของต้นถั่วแล้วเพื่อนๆคิิดว่า
มีวิธีใดอีกบ้างที่ใช้ตรวจสอบ การเจริญเติบโตของพืชได้อีก
การเจริญเติบโตของพืชเป็นผลจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ และการขยาย
ขนาดของเซลล์ ควบคู่กันไปขณะที่เซลล์เหล่านั้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะมีการ
เปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างต่อไปอีกด้วย เช่น การ
เปลี่ยนแปลงเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงนำและอาหาร เป็นต้น
พืชแต่ละชนิดมีแบบแผนของการเจริญเติบโตคล้ายกัน เพื่อนๆสามารถศึกษาข้อมูล การเจริญเติบโต ของ
ต้นถั่วเขียวได้จากตารางต่อไปนี้
ตาราง แสดงการเจริญเติบโตของต้นถั่วเขียวโดยวัดความสูงของต้นเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์
วันที่ | 1 | 3 | 5 | 7 | 9 | 11 | 13 | 15 | 17 | 19 | 21 | 23 | 25 |
ความสูง (cm) | 0 | 2.5 | 10.9 | 13.7 | 17.3 | 19.3 | 21.0 | 22.4 | 23.4 | 24.3 | 25.5 | 25.9 | 26.4 |
ต่อไปนี้กับข้อมูลในตารางแล้วนำส่งคุณครูนะคะ
1. นำข้อมูลของต้นถั่วจากตารางไปเขียนกราฟเส้น แล้วอธิบาย
ลักษณะการเจริญเติบโตของ ต้นถั่วจากกราฟและจงคาด
คะเนแนวโน้มของการเจริญเติบโตในระยะต่อไป
2. นอกจากการวัดความสูงของลำต้นของต้นถั่วแล้วเพื่อนๆคิิดว่า
มีวิธีใดอีกบ้างที่ใช้ตรวจสอบ การเจริญเติบโตของพืชได้อีก
การเจริญเติบโตของพืชเป็นผลจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ และการขยาย
ขนาดของเซลล์ ควบคู่กันไปขณะที่เซลล์เหล่านั้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะมีการ
เปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างต่อไปอีกด้วย เช่น การ
เปลี่ยนแปลงเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงนำและอาหาร เป็นต้น
หน้าที่ของพระพุทธศาสนา
ศาสนาพุทธ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| ศาสดา | |
| จุดมุ่งหมาย | |
| นิพพาน | |
| ไตรรัตน์ | |
| ความเชื่อและการปฏิบัติ | |
| ศีล (ศีลห้า) · ธรรม (เบญจธรรม) สมถะ · วิปัสสนา บทสวดมนต์และพระคาถา | |
| คัมภีร์และหนังสือ | |
| พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก ·พระอภิธรรมปิฎก | |
| หลักธรรมที่น่าสนใจ | |
| ไตรลักษณ์ อริยสัจ ๔ · มรรค ๘ · อิทัปปัจจยตา | |
| นิกาย | |
| เถรวาท · อาจริยวาท (มหายาน) ·วัชรยาน · เซน | |
| สังคมศาสนาพุทธ | |
| ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน · วัตถุมงคล | |
| การจาริกแสวงบุญ | |
| พุทธสังเวชนียสถาน · การแสวงบุญในพุทธภูมิ | |
| ดูเพิ่มเติม | |
| อภิธานศัพท์ศาสนาพุทธ หมวดหมู่ศาสนาพุทธ | |
ศาสนาพุทธ หรือพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาและปรัชญาแวดล้อมประเพณี ความเชื่อและการปฏิบัติหลากหลาย โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา, พระธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลักคำสอนสำคัญ และ พระสงฆ์ เป็นชุมชนผู้นับถือศาสนาและศึกษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ตลอดจนสืบทอดพระธรรมแห่งศาสนาพุทธ รวมเรียกว่า ไตรรัตน์ (พระรัตนตรัย) "สรณคมน์ในไตรรัตน์" (taking refuge in the triple gem) เดิมเคยเป็นการแสดงและข้อผูกมัดแห่งวิถีพุทธ และเป็นความแตกต่างทั่วไประหว่างชาวพุทธกับศาสนิกชนอื่น[1]
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน ตาม กฎแห่งกรรม มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย[2] คือ ให้พึ่งตนเอง[3] เพื่อพาตัวเองออกจากกอง ทุกข์[4] มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยวิธีการสร้าง ปัญญา ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงและวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด[5]
พระศาสดาของศาสนาพุทธคือพระโคตมพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเริ่มออกเผยแผ่คำสอนในชมพูทวีป ตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่หลังปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงสั่งสอน ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก[6] จนมีการรวบรวมขึ้นเป็นพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของ นิกายเถรวาท ที่ยึดหลักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่สอง ได้เกิดแนวคิดที่เห็นต่างออกไป[7] ว่าธรรมวินัยสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดแห่งศาสนาพุทธ[8] แนวคิดดังกล่าวจึงได้เริ่มก่อตัวและแตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื่อของ นิกายมหายานทั้งสองนิกายได้แตกนิกายย่อยไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั่วดินแดนเอเชียและใกล้เคียง บ้างก็จัดว่า วัชรยาน เป็นอีกนิกายหนึ่ง แต่บ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิกายมหายาน แต่การจัดมากกว่านั้นก็มี[9] หลักพื้นฐานสำคัญของปฏิจสมุปบาท เป็นเพียงหลักเดียวที่เป็นคำสอนร่วมกันของคติพุทธ[10]
ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันศาสนาพุทธได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วโลก หากนับจำนวนรวมกันแล้วประมาณ 700 ล้านคน[11][12][13][14] ด้วยมีผู้นับถือในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาสากล[15]
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ประวัติยุวกาชาดสากล
ผู้ให้กำเนิดกาชาด คือ นายอังรี ดูนังต์ (Henry Dunant) ชาวสวิส เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2371 ณ นครเจนีวา เป็นบุตรผู้มีตระกูลสูงของเมืองนั้น ดูนังต์ ได้รับรางวัลโนเบลประเภทสันติ ซึ่งให้เป็นครั้งแรกในปี 2444 (ร่วมกับ เอฟ. ปาสสี ชาวฝรั่งเศสผู้เริ่มขบวนการสันติ) เมื่อมีอายุ 73 ปี ดูนังต์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2453 ขณะมีอายุ 82 ปี เมื่อเปิดพินัยกรรมปรากฎว่า ดูนังต์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินรางวัลต่างๆ ที่ได้รับเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเลย คงเก็บเงินทั้งหมดไว้และได้แบ่งส่วนยกให้สถาบันสาธารณสงเคราะห์ของสวิตเซอร์แลนต์และนอรเวหลายแห่ง | |||||||||
ดูนังต์ ได้เดินทางไปแสวงหาโชคลาภในแอฟริกาเหนือ 2 ครั้ง ในการเดินทางไปแสวงหาโชคลาภครั้งที่ 2 ในปี 2401 มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ครั้งหนึ่งดูนังต์ได้ซื้อน้ำตกแห่งหนึ่งพร้อมกับโรงโม่แป้ง แล้วเกิดเรื่องยุ่งยากกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ดูนังต์จึงได้ตัดสินใจเข้าหาพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ด้วยตนเอง และเดินทางไปยังภาคเหนือของอิตาลีที่หมู่บ้านซอลเฟริโน (Solferino) อยู่ทางใต้ของทะเลสาบการ์ดา (Garda) ในเดือนมิถุนายน 2402 ซึ่งขณะนั้นดูนังต์มีอายุ 31 ปี ประจวบกับกองทัพฝรั่งเศสได้ช่วยอิตาลีรบออสเตรีย ทหาร 4 แสนคนต่อสู้กัน มีทหาร 4 หมื่นคนล้มตายและบาดเจ็บเกลื่อนกลาดทั่วสนามรบโดยไม่มีผู้รักษาพยาบาล ภาพอันสยดสยองนี้ทำให้ดูนังต์ลืมเรื่องราวที่จะร้องเรียนต่อพระเจ้านโปเลียนเสียสิ้น ดูนังต์ได้ลงมือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยตนเอง แล้วขอร้องประชาชนหญิงในท้องถิ่นนั้นมาช่วยด้วย | |||||||||
| |||||||||
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross) | |||||||||
ที่ประชุมได้ตกลงตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณารายละเอียดข้อเสนอ คณะอนุกรรมการประกอบด้วยกรรมการ 5 คน ซึ่งเรียกกันว่า"Committee of Five" กรรมการผู้มีชื่อเสียงที่สุดคือ นายอังรี ดูนังต์ ซึ่งมีอาชีพเป็นนายธนาคารส่วนกรรมการอื่นๆ อีก 4 คน คือ นายพลกิโยม อังรี ดูฟูร์ (General Gillaume Henry Dufour) เทโอดอร์ โมมัวร์ (Theodore Maunuir) และ ลุยซ์ อัปปิอา (Louis Appia) ซึ่งเป็นแพทย์ทั้งสองคน กรรมการคนสุดท้ายคือ กุสตาฟ มัวนิเอร์ (Gustave Moynier) เป็นทนายและนายกสมาคมสงเคราะห์สาธารณะแห่งนครเจนีวา ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศอยู่เป็นเวลาถึง 45 ปี ฉะนั้น ถ้ากล่าวว่า อังรี ดูนังต์ เป็นผู้ริเริ่มกิจการกาชาด กุสตาฟ มัวนิเอร์ ก็เป็นสถาปนิกในการจัดตั้งกาชาด ในการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2406 คณะอนุกรรมการได้ลงมติ เรียกตนเองว่า "คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการบรรเทาทุกข์นักรบบาดเจ็บ" (International Committee for the Relief of Wounded Combatants) และนายพลดูฟูร์ ได้รับเลือกเป็นประธาน ในปี 2423 "คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการบรรเทาทุกข์นักรบบาดเจ็บ" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ" (International Committee of the Red Cross) ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลชาวสวิสไม่เกิน 25 คน และยึดถือหลักการความเป็นกลาง มีสำนักงานใหญ่อยู่ ณ นครเจนีวา มีหน้าที่สำคัญคือ ดูแลให้มีการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) และอำนวยบริการของกาชาดเมื่อเกิดขัดแย้งระหว่างประเทศหรือภายในประเทศ นอกจากนี้คณะกรรมการฯ มีหน้าที่รับรองสภากาชาดของประเทศต่าง ๆ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ | |||||||||
หน้าที่ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ | |||||||||
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศมีฐานะเป็นกลางและอิสระ หน้าที่สำคัญของคณะกรรมการฯ นอก จากดูแลให้มีการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวาแล้ว ยังต้องชี้แจงและเผยแพร่อนุสัญญาอีกด้วย คณะกรรมการฯ ธำรงรักษาหลักการกาชาด ซึ่งมีหลักการมูลฐานอยู่ 7 ประการ คือ มนุษยธรรม ความไม่ลำเอียง ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ บริการอาสาสมัคร ความเป็นเอกภาพ และความเป็นสากล คณะกรรมการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเมื่อเกิดการขัดแย้งทางอาวุธหรือความไม่สงบภายใน หรือเกิดสงครามกลาง เมืองหรือสงครามระหว่างประเทศ ในการนี้คณะกรรมการฯ จะส่งคำวิงวอนให้คู่กรณียอมรับนับถือบทบัญญัติเกี่ยว กับมนุษยธรรมของอนุสัญญาเจนีวา และคณะกรรมการฯ จะให้ความช่วยเหลือตามที่ต้องการ อนึ่งคณะกรรมการมีหน้าที่ดูแลผู้ประสบภัยสงครามได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือ ตรวจตราค่ายและสภาวะของเฉลยศึกและผู้ถูกควบคุม แล้วเสนอรายงานต่อรัฐบาลของประเทศผู้ทำการควบคุม และรัฐบาลของประเทศที่พลเมืองของตนถูกควบคุม สอดส่องดูแลการบรรเทาทุกข์สำหรับทหารและพลเรือนผู้ประสบภัย สืบเสาะแหล่งที่อยู่ของผู้พลัดถิ่น และจัด ส่งสิ่งของไปให้เฉลยศึกและผู้ที่ถูกควบคุมด้วย นอกจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศแล้ว กาชาดยังมีองค์กรซึ่งทำหน้าที่ประสานงานของสภากาชาด ประเทศต่างๆ เรียกว่า "สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ" (ในอดีต เรียกว่า สันนิบาตสภากาชาด) ก่อตั้งขึ้นในปี 2462 เป็นสหพันธ์ของสภากาชาดทั่วโลก ปัจจุบันสภากาชาดและสภา เสี้ยววงเดือนแดงประเทศต่างๆ เป็นสมาชิก แล้ว 181 ประเทศ ทุกๆ 4 ปี ประเทศสมาชิกสภากาชาดระหว่างประเทศจากทั่วโลก จะมาประชุมกันครั้งหนึ่ง เพื่อกำหนดทิศ ทางและเป้าหมายต่อไป | |||||||||
สัญญลักษณ์กาชาด | |||||||||
สัญลักษณ์ของกาชาดคือ เครื่องหมายกากบาทแดง ซึ่งไม่มีความหมายทางศาสนาคริสต์แต่อย่างใดหาก เป็นการให้เกียรติแก่ประเทศสวิตเซอร์แลนต์ซึ่งเป็นที่กำเนิดกาชาด เครื่องหมายนี้แทนที่จะเป็นกากบาทขาวบนพื้น แดงซึ่งเป็นธงของประเทศสวิตเซอร์แลนต์ แต่กลับกลายเป็นกากบาทแดงบนพื้นขาว อย่างไรก็ตามอาจมีประชากรใน บางส่วนของโลกเข้าใจว่าเครื่องหมายกากบาทแดงนี้ มีความสำคัญทางศาสนาคริสต์ ดังนั้น อนุสัญญาเจนีวาจึง อนุมัติให้ประชากรมุสลิมใช้เครื่องหมายเสี้ยววงเดือนแดงได้ สัญลักษณ์ของกาชาดทั้ง 2 แบบ มีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง ดังนั้น การใช้เครื่องหมายกาชาด สามารถใช้ได้ในกรณีต่อไปนี้ | |||||||||
ในยามสงคราม หรือมีการขัดแย้งทางทหาร - เป็นเครื่องหมายคุ้มครองบุคคล เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร เชลยศึกหรือนักโทษสงคราม ผู้บาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือน - เป็นเครื่องหมายคุ้มครองอาคาร สถานที่ และทรัพย์สินของกาชาด ยานพาหนะ ตลอดทั้งอุปกรณ์การแพทย์ และอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสงครามในยามสงบ เครื่องหมายกาชาดเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ถึงการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ กฎหมายมนุษยธรรมได้กำหนดเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ห้ามทำร้ายและห้ามทำลายบุคคล สถานที่ ยานพาหนะ ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์ของกาชาด เมื่อเห็นสัญลักษณ์กาชาด ณ ที่ใด ณ ที่นั้นจะแสดงถึงการให้ความช่วยเหลือและการรับความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาทุกข์เพื่อนมนุษย์ที่ประสบภัยพิบัติ ทั้งภัยสงครามและภัยธรรมชาติ ห้ามนำสัญลักษณ์ของกาชาดทั้ง 2 แบบ ไปใช้หากมิได้รับอนุญาตจากสภากาชาด หรือกาชาดระหว่างประเทศ | |||||||||
ขอบคุณข้อมูลจาก : www.redcross.or.th |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)