ผู้ให้กำเนิดกาชาด คือ นายอังรี ดูนังต์ (Henry Dunant) ชาวสวิส เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2371 ณ นครเจนีวา เป็นบุตรผู้มีตระกูลสูงของเมืองนั้น ดูนังต์ ได้รับรางวัลโนเบลประเภทสันติ ซึ่งให้เป็นครั้งแรกในปี 2444 (ร่วมกับ เอฟ. ปาสสี ชาวฝรั่งเศสผู้เริ่มขบวนการสันติ) เมื่อมีอายุ 73 ปี ดูนังต์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2453 ขณะมีอายุ 82 ปี เมื่อเปิดพินัยกรรมปรากฎว่า ดูนังต์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินรางวัลต่างๆ ที่ได้รับเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเลย คงเก็บเงินทั้งหมดไว้และได้แบ่งส่วนยกให้สถาบันสาธารณสงเคราะห์ของสวิตเซอร์แลนต์และนอรเวหลายแห่ง | |||||||||
ดูนังต์ ได้เดินทางไปแสวงหาโชคลาภในแอฟริกาเหนือ 2 ครั้ง ในการเดินทางไปแสวงหาโชคลาภครั้งที่ 2 ในปี 2401 มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ครั้งหนึ่งดูนังต์ได้ซื้อน้ำตกแห่งหนึ่งพร้อมกับโรงโม่แป้ง แล้วเกิดเรื่องยุ่งยากกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ดูนังต์จึงได้ตัดสินใจเข้าหาพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ด้วยตนเอง และเดินทางไปยังภาคเหนือของอิตาลีที่หมู่บ้านซอลเฟริโน (Solferino) อยู่ทางใต้ของทะเลสาบการ์ดา (Garda) ในเดือนมิถุนายน 2402 ซึ่งขณะนั้นดูนังต์มีอายุ 31 ปี ประจวบกับกองทัพฝรั่งเศสได้ช่วยอิตาลีรบออสเตรีย ทหาร 4 แสนคนต่อสู้กัน มีทหาร 4 หมื่นคนล้มตายและบาดเจ็บเกลื่อนกลาดทั่วสนามรบโดยไม่มีผู้รักษาพยาบาล ภาพอันสยดสยองนี้ทำให้ดูนังต์ลืมเรื่องราวที่จะร้องเรียนต่อพระเจ้านโปเลียนเสียสิ้น ดูนังต์ได้ลงมือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยตนเอง แล้วขอร้องประชาชนหญิงในท้องถิ่นนั้นมาช่วยด้วย | |||||||||
| |||||||||
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross) | |||||||||
ที่ประชุมได้ตกลงตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณารายละเอียดข้อเสนอ คณะอนุกรรมการประกอบด้วยกรรมการ 5 คน ซึ่งเรียกกันว่า"Committee of Five" กรรมการผู้มีชื่อเสียงที่สุดคือ นายอังรี ดูนังต์ ซึ่งมีอาชีพเป็นนายธนาคารส่วนกรรมการอื่นๆ อีก 4 คน คือ นายพลกิโยม อังรี ดูฟูร์ (General Gillaume Henry Dufour) เทโอดอร์ โมมัวร์ (Theodore Maunuir) และ ลุยซ์ อัปปิอา (Louis Appia) ซึ่งเป็นแพทย์ทั้งสองคน กรรมการคนสุดท้ายคือ กุสตาฟ มัวนิเอร์ (Gustave Moynier) เป็นทนายและนายกสมาคมสงเคราะห์สาธารณะแห่งนครเจนีวา ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศอยู่เป็นเวลาถึง 45 ปี ฉะนั้น ถ้ากล่าวว่า อังรี ดูนังต์ เป็นผู้ริเริ่มกิจการกาชาด กุสตาฟ มัวนิเอร์ ก็เป็นสถาปนิกในการจัดตั้งกาชาด ในการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2406 คณะอนุกรรมการได้ลงมติ เรียกตนเองว่า "คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการบรรเทาทุกข์นักรบบาดเจ็บ" (International Committee for the Relief of Wounded Combatants) และนายพลดูฟูร์ ได้รับเลือกเป็นประธาน ในปี 2423 "คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการบรรเทาทุกข์นักรบบาดเจ็บ" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ" (International Committee of the Red Cross) ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลชาวสวิสไม่เกิน 25 คน และยึดถือหลักการความเป็นกลาง มีสำนักงานใหญ่อยู่ ณ นครเจนีวา มีหน้าที่สำคัญคือ ดูแลให้มีการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) และอำนวยบริการของกาชาดเมื่อเกิดขัดแย้งระหว่างประเทศหรือภายในประเทศ นอกจากนี้คณะกรรมการฯ มีหน้าที่รับรองสภากาชาดของประเทศต่าง ๆ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ | |||||||||
หน้าที่ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ | |||||||||
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศมีฐานะเป็นกลางและอิสระ หน้าที่สำคัญของคณะกรรมการฯ นอก จากดูแลให้มีการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวาแล้ว ยังต้องชี้แจงและเผยแพร่อนุสัญญาอีกด้วย คณะกรรมการฯ ธำรงรักษาหลักการกาชาด ซึ่งมีหลักการมูลฐานอยู่ 7 ประการ คือ มนุษยธรรม ความไม่ลำเอียง ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ บริการอาสาสมัคร ความเป็นเอกภาพ และความเป็นสากล คณะกรรมการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเมื่อเกิดการขัดแย้งทางอาวุธหรือความไม่สงบภายใน หรือเกิดสงครามกลาง เมืองหรือสงครามระหว่างประเทศ ในการนี้คณะกรรมการฯ จะส่งคำวิงวอนให้คู่กรณียอมรับนับถือบทบัญญัติเกี่ยว กับมนุษยธรรมของอนุสัญญาเจนีวา และคณะกรรมการฯ จะให้ความช่วยเหลือตามที่ต้องการ อนึ่งคณะกรรมการมีหน้าที่ดูแลผู้ประสบภัยสงครามได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือ ตรวจตราค่ายและสภาวะของเฉลยศึกและผู้ถูกควบคุม แล้วเสนอรายงานต่อรัฐบาลของประเทศผู้ทำการควบคุม และรัฐบาลของประเทศที่พลเมืองของตนถูกควบคุม สอดส่องดูแลการบรรเทาทุกข์สำหรับทหารและพลเรือนผู้ประสบภัย สืบเสาะแหล่งที่อยู่ของผู้พลัดถิ่น และจัด ส่งสิ่งของไปให้เฉลยศึกและผู้ที่ถูกควบคุมด้วย นอกจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศแล้ว กาชาดยังมีองค์กรซึ่งทำหน้าที่ประสานงานของสภากาชาด ประเทศต่างๆ เรียกว่า "สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ" (ในอดีต เรียกว่า สันนิบาตสภากาชาด) ก่อตั้งขึ้นในปี 2462 เป็นสหพันธ์ของสภากาชาดทั่วโลก ปัจจุบันสภากาชาดและสภา เสี้ยววงเดือนแดงประเทศต่างๆ เป็นสมาชิก แล้ว 181 ประเทศ ทุกๆ 4 ปี ประเทศสมาชิกสภากาชาดระหว่างประเทศจากทั่วโลก จะมาประชุมกันครั้งหนึ่ง เพื่อกำหนดทิศ ทางและเป้าหมายต่อไป | |||||||||
สัญญลักษณ์กาชาด | |||||||||
สัญลักษณ์ของกาชาดคือ เครื่องหมายกากบาทแดง ซึ่งไม่มีความหมายทางศาสนาคริสต์แต่อย่างใดหาก เป็นการให้เกียรติแก่ประเทศสวิตเซอร์แลนต์ซึ่งเป็นที่กำเนิดกาชาด เครื่องหมายนี้แทนที่จะเป็นกากบาทขาวบนพื้น แดงซึ่งเป็นธงของประเทศสวิตเซอร์แลนต์ แต่กลับกลายเป็นกากบาทแดงบนพื้นขาว อย่างไรก็ตามอาจมีประชากรใน บางส่วนของโลกเข้าใจว่าเครื่องหมายกากบาทแดงนี้ มีความสำคัญทางศาสนาคริสต์ ดังนั้น อนุสัญญาเจนีวาจึง อนุมัติให้ประชากรมุสลิมใช้เครื่องหมายเสี้ยววงเดือนแดงได้ สัญลักษณ์ของกาชาดทั้ง 2 แบบ มีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง ดังนั้น การใช้เครื่องหมายกาชาด สามารถใช้ได้ในกรณีต่อไปนี้ | |||||||||
ในยามสงคราม หรือมีการขัดแย้งทางทหาร - เป็นเครื่องหมายคุ้มครองบุคคล เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร เชลยศึกหรือนักโทษสงคราม ผู้บาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือน - เป็นเครื่องหมายคุ้มครองอาคาร สถานที่ และทรัพย์สินของกาชาด ยานพาหนะ ตลอดทั้งอุปกรณ์การแพทย์ และอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสงครามในยามสงบ เครื่องหมายกาชาดเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ถึงการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ กฎหมายมนุษยธรรมได้กำหนดเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ห้ามทำร้ายและห้ามทำลายบุคคล สถานที่ ยานพาหนะ ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์ของกาชาด เมื่อเห็นสัญลักษณ์กาชาด ณ ที่ใด ณ ที่นั้นจะแสดงถึงการให้ความช่วยเหลือและการรับความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาทุกข์เพื่อนมนุษย์ที่ประสบภัยพิบัติ ทั้งภัยสงครามและภัยธรรมชาติ ห้ามนำสัญลักษณ์ของกาชาดทั้ง 2 แบบ ไปใช้หากมิได้รับอนุญาตจากสภากาชาด หรือกาชาดระหว่างประเทศ | |||||||||
ขอบคุณข้อมูลจาก : www.redcross.or.th |
วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ประวัติยุวกาชาดสากล
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554
การทำบุญตักบาตร
อานิสงค์การทําบุญทุกชนิดอานิสงค์การทําบุญทุกชนิด บุญกิริยาวัตถุ บุญกิริยาวัตถุ แปลว่าหลักแห่งการบำเพ็ญบุญ หรือหลักแห่งการทำบุญ บุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี 3 อย่าง คือ 1.ทานมัย บุญเกิดจากการให้ทาน 2.ศีลมัย บุญเกิดจากการรักษาศีล 3.ภาวนามัย บุญเกิดจากการเจริญภาวนา หมายความว่า วิธี หรือหลักแห่งการทำบุญในพระพุทธศาสนา เมื่อพูดโดยย่อแล้วก็มีเพียง 3 อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา แต่ถ้าขยายความให้กว้างออกไป บุญกิริยาวัตถุมี 10 ประการ คือ 1.ทานมัย บุญเกิดจากการให้ทาน 2.ศีลมัย บุญเกิดจากการรักษาศีล 3.ภาวนามัย บุญเกิดจากการเจริญภาวนา 4.อปจายนมัย บุญเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ 5.ไวยยาวัจจมัย บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ 6.ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ 7.ปัตตานุโมทนามัย บุญเกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญ 8.ธัมมัสสวนมัย บุญเกิดจากการฟังธรรม 9.ธัมมเทสนามัย บุญเกิดจากการแสดงธรรม 10.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง การปรับปรุงความคิดเห็นให้ถูก http://board.palungjit.com/showthread.php?t=74143 | |
TOP |
nuttapont
| มาสร้างบุญกันเถอะ 1. นั่งสมาธิ อย่างน้อยวันละ 15 นาที(หรือ เดินจงกรม ก็ได้) อานิสงส์ - เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจาก กิเลส ปล่อยวางได้ง่าย จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง เจ้า กรรมนายเวร และญาติมิตรที่ ล่วงลับ จะได้ บุญกุศล 2. สวดมนต์ ด้วย พระคาถา ต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน อานิสงส์ - เพื่อให้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครอง ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็น สมาธิ ได้เร็ว แนะนำพระคาถา พาหุงมหากา, พระคาถาชินบัญชร, พระคาถา ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น เมื่อสวดเสร็จต้อง แผ่เมตตา ทุกครั้ง 3. ถวายยารักษาโรค ให้วัด, ออกเงินค่ารักษาให้พระตาม โรงพยาบาลสงฆ์ อานิสงส์ - ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา สุขภาพกาย จิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้ และภพหน้า ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา 4. ทำบุญตักบาตร ทุกเช้า อานิสงส์ - ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร ตายไปไม่หิวโหย อยู่ใน ภพ ที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ 5. ทำหนังสือ หรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับ ธรรมะ แจกฟรีแก่ผู้คนเป็น ธรรมทาน อานิสงส์ - เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ ธรรม จึงสว่างไปด้วย ลาภยศ สรรเสริญ ปัญญา และ บุญบาร มีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรม ให้ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน 6. สร้างพระ สร้างพระถวายวัด อานิสงส์ - ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ ของ พุทธศาสนา ตลอดไป 7. แบ่งเวลาชีวิตไป บวชชีพราหมณ์ หรือ บวชพระ อย่างน้อย 9 วันขึ้นไป อานิสงส์ - ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่ ผ่อนปรน หนี้กรรม อุทิศผลบุญให้ญาติ มิตรและ เจ้ากรรมนายเวร สร้างปัจจัยไปสู่ นิพพาน ในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของ พุทธศาสนา จิตเป็นกุศล 8. บริจาคเลือด หรือ บริจาค ร่างกาย อานิสงส์ - ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดา ปกปักรักษา ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วน ภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง 9. ปล่อยนก ปล่อยปลา ที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้ง ปล่อย สัตว์ ไถ่ชีวิต สัตว์ต่าง ๆ อานิสงส์ - ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต ชดใช้หนี้กรรม ให้ เจ้ากรรมนายเวร ที่ เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใสเป็นอิสระ 10. ให้ทุนการศึกษา, บริจาคหนังสือ หรือสื่อการเรียนต่าง ๆ, อาสาสอนหนังสือ อานิสงส์ - ทำให้มี สติปัญญา ดี ในภพต่อ ๆ ไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม 11.ให้เงินขอทาน, ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม) อานิสงส์ - ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้ง ภพนี้ และ ภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก เกิดมา ชาติหน้า จะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง จะได้เงินทองกลับ มาอย่างไม่คาดฝัน 12. รักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 |
TOP |
จังหวัดในประเทศไทย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
จังหวัด เป็นเขตบริหารราชการส่วนภูมิภาคของประเทศไทย ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 75 จังหวัด[1] (ทั้งนี้ไม่นับว่ากรุงเทพมหานครเป็นจังหวัด) จังหวัดถือเป็นระดับการปกครองของรัฐบาลลำดับแรก โดยเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคที่รวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอเข้าด้วยกันและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ในแต่ละจังหวัดปกครองด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดการจัดแบ่งกลุ่มจังหวัดออกเป็นภาคต่าง ๆ มีการใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกัน โดยมีทั้งการแบ่งอย่างเป็นทางการโดยราชบัณฑิตยสถานสำหรับใช้ในแบบเรียน และการแบ่งขององค์กรต่าง ๆ ตามแต่การใช้ประโยชน์ ชื่อของจังหวัดนั้นจะเป็นชื่อเดียวกับชื่ออำเภอที่เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางจังหวัด เช่น ศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดเพชรบุรีอยู่ที่อำเภอเมืองเพชรบุรี เป็นต้น แต่ชื่ออำเภอเหล่านี้มักเรียกย่อแต่เพียงว่า "อำเภอเมือง" ยกเว้นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ใช้ชื่อจังหวัดเป็นชื่ออำเภอที่ตั้งศูนย์กลางการปกครองโดยตรง (อำเภอพระนครศรีอยุธยา)
หน่วยการปกครองย่อยรองไปจากจังหวัดคือ "อำเภอ" ซึ่งมีทั้งสิ้น 878 อำเภอ ซึ่งจำนวนอำเภอนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด ส่วนเขตการปกครองย่อยของกรุงเทพมหานครมีทั้งหมด 50 เขต
เนื้อหา[ซ่อน] |
ประวัติ
สมัยก่อนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้
การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2435
แผนที่มณฑลเทศาภิบาล พ.ศ. 2458
เมื่องานการปกครองส่วนภูมิภาคขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยแล้ว การจัดการปกครองด้วยระบบมณฑลเทศาภิบาลจึงได้เริ่มมีขึ้นในปี พ.ศ. 2437 โดยแบ่งระดับการปกครองจากสูดสุงไปหาต่ำสุดเป็นมณฑล, เมือง (เทียบเท่าจังหวัด), อำเภอ, ตำบล และหมู่บ้าน มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้กำกับดูแลมณฑล การก่อตั้งมณฑลนั้นจะเป็นไปตามลำดับโดยขึ้นอยู่กับความเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย วัตถุประสงค์สำคัญในการจัดการปกครองเช่นนี้ ก็เพื่อให้ส่วนกลางสามารถควบคุมดูแลหัวเมืองและจัดการผลประโยชน์แผ่นดินได้อย่างใกล้ชิด และริดลอนอำนาจและอิทธิพลของเจ้าเมืองในระบบเดิมลงอย่างสิ้นเชิง
การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองดังกล่าว ทำให้ขุนนางท้องถิ่นที่ต้องการรักษาฐานอำนาจและอิทธิพลของตนไว้ ก่อการกบฏต่อต้านอำนาจรัฐในบางภูมิภาค เหตุการณ์กบฎครั้งสำคัญคือกบฏผู้มีบุญอีสาน (หรือ "กบฎผีบาปผีบุญ") ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2445 โดยอาศัยความเชื่อเรื่องยุคพระศรีอาริยเมตไตรย เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านอำนาจรัฐ ขบวนการผู้มีบุญได้เคลื่อนไหวตามทั่วภาคอีสาน แต่ที่เป็นเหตุใหญ่ที่สุดอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งกลุ่มกบฎได้ก่อการถึงขั้นเผาเมืองเขมราฐและบังคับให้เจ้าเมืองเขมราฐร่วมขบวนการ แต่ที่สุดแล้วกบฏครั้งนี้ก็ถูกปราบปรามลงในเวลาไม่กี่เดือนต่อมา
หลังปี พ.ศ. 2459 คำว่า "จังหวัด" ได้กลายเป็นคำที่เรียกหน่วยการปกครองระดับต่ำกว่ามณฑลแทนคำว่า "เมือง" เพื่อแยกความกำกวมจากคำว่าเมืองที่ใช้เรียกที่ตั้งศูนย์กลางการปกครองของจังหวัด (อำเภอเมือง)
เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงลาออกจาตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2458 นั้น ประเทศสยามได้แบ่งการปกครองออกเป็น 19 มณฑล 72 จังหวัด ทั้งนี้ ได้รวมถึงจังหวัดพระนคร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงนครบาลจนถึง พ.ศ. 2465
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งหน่วยการปกครองระดับ "ภาค" ขึ้นเพื่อกำกับมณฑล โดยมีผู้ปกครองภาคเรียกว่า "อุปราช" ในระยะนี้ได้มีการตั้งมณฑลต่างๆ เพิ่มขึ้นจนถึงปี พ.ศ. 2465 อีก 4 มณฑล แต่มณฑลดังกล่าวก็ถูกยุบลงในปี พ.ศ. 2468 และมีอีกหลายมณฑลที่ถูกยุบรวมในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อลดรายจ่ายของรัฐบาล อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
สมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามใน พ.ศ. 2475 ระบบมณฑลเทศาภิบาลได้ถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2476 ทำให้จังหวัดกลายเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคระดับสูงสุด และตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ก็ได้มีการจัดตั้งจังหวัดเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง โดยการตัดแบ่งอาณาเขตบางส่วนจากจังหวัดที่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น ในปี พ.ศ. 2515 ได้มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนของจังหวัดอุบลราชธานีมาจัดตั้งเป็นจังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. 2520ได้มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนของจังหวัดเชียงรายมาจัดตั้งเป็นจังหวัดพะเยา ในปี พ.ศ. 2525 ได้มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครพนมมาตั้งเป็นจังหวัดจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดของไทยที่จัดตั้งขึ้นล่าสุดคือจังหวัดหนองบัวลำภู (แยกจากจังหวัดอุดรธานี) จังหวัดสระแก้ว (แยกจากจังหวัดปราจีนบุรี) และจังหวัดอำนาจเจริญ (แยกจากจังหวัดอุบลราชธานี) ทั้งสามจังหวัดนี้จัดตั้งขึ้นพร้อมกันเมื่อปี พ.ศ. 2536ในปี พ.ศ. 2514 ได้มีการจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีขึ้นเป็นเขตปกครองรูปแบบพิเศษชื่อ "นครหลวงกรุงเทพธนบุรี" และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรุงเทพมหานคร" เมื่อ พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นการรวมภารกิจในการปกครองของทั้งสองจังหวัดในรูปแบบเทศบาลเข้าไว้ด้วยกัน ที่มาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดของกรุงเทพมหานครนั้น มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่การแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทยอย่างจังหวัดอื่น
การแบ่งอย่างเป็นทางการ
วันสำคัญทางศาสนา
- วันสำคัญในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่มีเหตุการณ์ที่สำคัญ อันเนื่องด้วยพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เหตุการณ์ที่สำคัญดังกล่าว เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า คือบริษัทสี่อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ให้น้อมรำลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยในหลักที่สำคัญ เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจรรโลงให้พระพุทธศาสนา ดำรงคงอยู่สถิตสถาพร เป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตนเองและแก่สัตว์โลกทั้งปวง ซึ่งมิใช่จำกัดอยู่เพียงมนุษยชาติเท่านั้น
- วันสำคัญในพระพุทธศาสนา ตามลำดับความสำคัญ และตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นคือ วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา และออกพรรษา
- วันวิสาขบูชา เป็นวันที่สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกัน คือ ในวันเพ็ญ(ขึ้น 15 ค่ำ) เดือนหก หรือเดือนเวสาขะ พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว ในห้วงระยะเวลาที่ต่างกันคือ
- ครั้งแรก เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสพระเจ้าสุทโธธนะ และ พระนาง สิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ โดยประสูติที่ป่าลุมพินีวัน ณ เขตแดนรอยต่อระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ของฝ่ายพระราชบิดา กับกรุงเทวทหะของฝ่ายพระราชมารดา
- ครั้งที่สอง เกิดเมื่อเจ้าชายสิทธัตถ ออกทรงผนวชได้ 6 ปี พระชนมายุ 35 พรรษา ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ริ่มฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประเทศมคธ ปัจจุบันคือที่ตั้งพุทธคยา
- ครั้งที่สาม เกิดเมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุ 80 พรรษา ณ เมืองกุสินาราย
- เหตุการณ์สำคัญทั้งสามประการนี้ เกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกัน ทางจันทรคติ ซึ่งนับวันขึ้นแรม ตามวิถีการโคจรของดวงจันทร์ เป็นหลักในการกำหนดวัน เดือน และปีซึ่งยังคงใช้กันมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ ควบคู่กันไปกับการกำหนดวัน เดือน และปีทางสุริยคติ ซึ่งเป็นไปตามวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์ นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ ซึ่งยังไม่เคยมีการประจวบกันเช่นนี้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดมาก่อนจนตราบเท่าปัจจุบัน
- แต่ความอัศจรรย์ดังกล่าว ก็ยังไม่เทียบเท่ากับการอุบัติของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก และได้ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาเพื่ออนุเคราะห์โลกให้เกิดประโยชน์สุขแก่มนุษยชาติและสัตว์โลกทั้งมวล
- วันวิสาขบูชาจึงนับว่าเป็นวันสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่ก่อให้เกิดพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้พระธรรมและนำมาสั่งสอนแก่สรรพสัตว์ และพระสงฆ์สาวกผู้สืบพระศาสนาต่อมาจนถึงปัจจุบัน
- ในวันนี้พุทธศาสนิกชนต่างพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยการไปชุมนุมตามพระอารามต่าง ๆ เพื่อกระทำการบูชาปูชนียวัตถุอันได้แก่ พระธาตุเจดีย์หรือพระพุทธปฏิมา ที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเครื่องบูชามีดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น เริ่มด้วยการสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ด้วยบทสวดมนตร์ตามลำดับดังนี้คือ
- บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ ด้วยบท " อิติปิโสภควา อรหังสัมมาสัมพุทโธ...พุทโธภควาต ิ"
- บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ ด้วยบท " สวากขาโต ภควตาธัมโม...วิญญูหิต ิ"
- บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ ด้วยบท " สุปฏิปันโน ภควโตสาวกสังโฆ...โลกัสสาติ "
- จากนั้นก็จะกระทำ ประทักษิณ หรือที่เรียกว่า เวียนเทียน รอบพระธาตุเจดีย์ หรือพระพุทธปฎิมาในพระอุโบสถ ด้วยการเดินเวียนขวาสามรอบ รอบแรกจะสวดบทสรรเสริญพระพุทธคุณ รอบที่สองจะสวดบทสรรเสริญพระธรรมคุณ และรอบที่สามสวดบทสรรเสริญพระสังฆคุณ เมื่อครบ 3 รอบแล้วจึงนำดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระธาตุเจดีย์ หรือพระพุทธรูปในพระอุโบสถ ณ ที่บูชาอันควรเป็นอันเสร็จพิธีเวียนเทียน
- จากนั้นก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถ ซึ่งปกติจะมีเทศน์ ปฐมสมโพธิ ซึ่งเป็นเรื่องพระพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พิธีเริ่มตั้งแต่ประชุมฟังพระทำวัตรสวดมนต์ แล้วจึงฟังเทศน์ซึ่งจะมีไปตลอดรุ่ง
- วันวิสาขบูชาจึงเป็นวันที่พุทธศาสนิกชน ได้บำเพ็ญประโยชน์ตน และสืบต่อพระพุทธศาสนา ให้ดำรงคงอยู่อย่างถูกต้องตรงทาง เพื่อประโยชน์สุขของตนและของผู้อื่นตลอดชั่วกาลนาน
| ย้อนกลับ | วันสำคัญในพระพุทธศาสนา | วันวิสาขบูชา | วันอาสาฬหบูชา | วันมาฆบูชา | วันเข้าพรรษา | วันออกพรรษา | บน |
คนสำคัญของไทย
ประวัติบุคคลสำคัญของไทย
เพื่อเผยเพร่ประวัติของบุคคลสำคัญของไทย นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน
Saranya View my profile
ยินดีต้อนรับค่ะ
posted on 29 Nov 2007 10:47 by personinhistoryบทนำ
จากการเรียนวิชาสังคมศึกษา มีเรื่องราวต่างๆ
ของไทยที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของ
บุคคลสำคัญของไทย นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึง
ปัจจุบัน พวกท่านเหล่านี้ล้วนแต่ได้ทำคุณประโยชน์
ในด้านต่างๆ ให้กับ ไทยมากมาย ซึ่งเรื่องราวของ
แต่ละท่านล้วนทรงคุณค่าควรแก่การยกย่อง
และประวัติของท่านแต่ละท่านล้วนให้ความรู้
แตกต่างกันในแต่ละด้าน เช่น ด้านการปกครอง
ด้านการทหาร ด้านการต่างประเทศ เป็นต้น
ดังนั้นจึงจัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อเป็นการศึกษา
รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้ เพื่อสืบทอด เรียนรู้ถึงประวัติ
และผลงานต่างๆ ของบุคคลสำคัญของไทย
ให้เป็นระบบ และมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ
และง่ายต่อการศึกษาอีกด้วย
นอกจากนี้ต้องขอขอบพระคุณ
ท่านอาจารย์ปรางค์สุวรรณ ศักดิ์โสภณกุล
อาจารย์ประจำวิชาสังคมศึกษา (ส43105)
ที่เป็นที่ปรึกษาและให้การสนับสนุน พวกเราเป็นอย่างดีค่ะ
หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
คณะผู้จัดทำ
ม.6.11 โรงเรียนสตรีวิทยา
อาจารย์ปรางค์สุวรรณ ศักดิ์โสภณกุล
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันรัฐธรรมนูญ
วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี
ความหมายของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ
วันรัฐธรรมนูญ ตรงกับ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย
ประวัติความเป็นมา
การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ
อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร
จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเด และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ
สถาบันที่เกิดใหม่คือ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้วจึงมีผลบังคับได้ เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง ส่วนการใช้
รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ
วันรัฐธรรมนูญ ตรงกับ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย
การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเด และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้ คือ
พระมหากษัตริย์
สภาผู้แทนราษฎร
คณะกรรมการราษฎร
ศาล
ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้
ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้
สถาบันที่เกิดใหม่คือ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้วจึงมีผลบังคับได้ เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง ส่วนการใช้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)